ทีมฟุตบอล 4 อันดับแรกของโลกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศด้วยกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

A close-up picture showing some of the World Cup draw balls from December

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การจับสลากแบ่งกลุ่มในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบนี้ เกิดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือน ธ.ค. 2025
    • Author, เดล จอห์นสัน
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านฟุตบอล บีบีซี นิวส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

ทีมฟุตบอลที่อยู่ใน 4 อันดับสูงสุดของโลกตามการจัดอันดับของฟีฟ่าได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปด้วยกันเป็นครั้งแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลก

การผ่านเข้ารอบของสเปน (เคยอยู่อันดับ 1 ก่อนที่จะมีการจับสลากแบ่งกลุ่มแข่งขันฟุตบอลโลกรอบนี้), อาร์เจนตินา (อันดับ 2), ฝรั่งเศส (อันดับ 3) และอังกฤษ (อันดับ 4) ก็ได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงกติกาของฟีฟ่าในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

ทั้งนี้ ภายหลังสิ้นสุดการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่อังกฤษชนะนอร์เวย์ และอาร์เจนตินาชนะสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 11 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ตอนนี้ฝรั่งเศสอยู่ที่อันดับ 1, ตามมาด้วยอาร์เจนตินา (อันดับ 2), สเปน (อันดับ 3) และอังกฤษ (อันดับ 4)

ทั้ง 4 ทีมถูกจัดให้อยู่ในคนละเส้นทางของสายของการแข่งขัน จึงไม่สามารถพบกันได้ก่อนรอบรองชนะเลิศ

และเพื่อจะมาดวลแข้งกัน ทั้ง 4 ทีมจะต้องชนะในสายของตนเองให้ได้ก่อน ซึ่งทั้งหมดก็ทำสำเร็จ

การแยกสายจับสลากดังกล่าวทำให้สเปนไม่อาจพบกับอาร์เจนตินาได้ก่อนรอบชิงชนะเลิศ

ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสก็ถูกวางให้อยู่คนละฝั่งของรอบน็อกเอาต์ หรือแพ้คัดออก โดยมีเส้นทางที่จะพบกับสเปนหรืออาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศหากทุกทีมผ่านเข้ารอบมาได้

ฟีฟ่าอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีขึ้นเพื่อสร้าง "ความสมดุลในการแข่งขัน" ด้วยการกำหนด "เส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศที่แยกจากกันสองเส้นทาง"

ตอนนี้คู่ที่ต้องแข่งขันกันในรอบรองชนะเลิศคือ

  • ฝรั่งเศส - สเปน ในวันอังคาร (14 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับช่วงเวลาตีสองของวันที่ 15 ก.ค. ตามเวลาไทย)
  • อังกฤษ - อาร์เจนตินา ในวันพุธ (15 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับช่วงเวลาตีสองของวันที่ 16 ก.ค. ตามเวลาไทย)

แนวทางลักษณะเดียวกันนี้เคยถูกใช้การแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน และยังเป็นแนวทางใหม่ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งมีการแยกทีมวางอันดับไว้เป็นคู่ ๆ

การจัดอันดับโลกของฟีฟ่าเริ่มใช้ในปี 1994 แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับการแข่งขันในปีนั้น

เบลเยียมใน 2022, เยอรมนีในปี 2018, สเปนในปี 2014, อิตาลีในปี 2010 และฝรั่งเศสในปี 2002 ต่างเคยอยู่ใน 4 อันดับแรกของโลกในปีนั้น ๆ แต่ไม่สามารถทะลุรอบแบ่งกลุ่มได้

ส่วนฟุตบอลโลกครั้งอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา ทีมอันดับสูงสุดของโลก 4 ทีมไม่ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศครบทุกทีม

ฟีฟ่าเปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อเจ้าหน้าที่ฟีฟ่าเปลี่ยนกระบวนการจับสลากสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ พวกเขาทำเช่นนั้นอย่างเปิดเผยเต็มที่

องค์กรที่กำกับดูแลการแข่งขันฟุตบอลโลกแห่งนี้ระบุว่า พวกเขาต้องการให้แน่ใจว่าประเทศที่อยู่ในอันดับสูงสุด 4 อันดับแรกจะไม่ต้องพบกันตั้งแต่รอบน็อกเอาต์ช่วงต้นของการแข่งขัน ซึ่งอาจเป็นการช่วยเก็บบิ๊กแมตช์ไว้ให้อยู่ในช่วงท้ายของการแข่งขัน

ที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนักก่อนหน้านี้

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรูปแบบ 32 ทีมที่ใช้ในการแข่งขันครั้งก่อน ๆ แชมป์กลุ่มจะไม่สามารถโคจรมาพบกันได้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ต้องย้อนไปถึงปี 2010 จึงจะพบกรณีที่ 2 จาก 4 ทีมอันดับสูงสุดของโลกเจอกันก่อนรอบรองชนะเลิศ โดยในปีนั้นเนเธอร์แลนด์เอาชนะบราซิลไป 2-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

แต่เมื่อมีการเพิ่มรอบน็อกเอาต์อีกหนึ่งรอบ จนกลายเป็นฟุตบอลโลกแบบ 48 ทีมในปีนี้ ทำให้แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่แชมป์ในแต่ละกลุ่มอาจจะต้องมาปะทะกันตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการแข่งขัน

มันเกิดขึ้นแล้วในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ เมื่อสหรัฐฯ เจอกับเบลเยียม, อังกฤษเจอกับเม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์เจอกับโคลอมเบีย

ดังนั้น ฟีฟ่าจึงมองว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย เมื่อการแข่งขันในปี 2026 มีการขยายจำนวนทีมเพิ่มขึ้น

ฟีฟ่าต้องการเลี่ยงไม่ให้ทีมอันดับต้น ๆ เหล่านี้มาเจอกันและกลายเป็นบิ๊กแมตช์ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ ของการแข่งขัน และต้องการเลี่ยงไม่ให้ทีม 4 อันดับแรกตกรอบไปตั้งแต่เนิ่น ๆ

ระบบเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน แต่มีเพียง 1 ใน 4 ทีมวางอันดับสูงสุด คือ เรอัล มาดริด ที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้

ทว่าครั้งนี้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ฟีฟ่าคาดหวังไว้ทุกประการ

หมายเหตุ: รายงานเพิ่มเติมโดยนงนภัส พัฒน์แช่ม บีบีซีไทย