"ถ้าเอาไปใช้ได้ ผมยินดีให้เขาใช้ จะเอาผมไปเป็นแรงบันดาลใจ... หรือการตลาด": นี่คือ "ภวินท์" ชีวิตจากต้องใส่เฝือกทั้งตัวสู่ อินฟลูฯ แต่งกายชาย ส่วนสูง 135 ซม.

Wasawat Lukharang/ BBC THAI

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI/

คำบรรยายภาพ, "ผมไม่เคยสอนให้ใครแต่งตัวถ้าเกิดว่าเขาดูผมแล้วเขาไปแต่งตัวตาม ถ้าเขาชอบแบบนั้นจริง ๆ ผมยินดี"
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

"ผมอยากทำธุรกิจอะไรกับเพื่อน… แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราเปิดร้าน เราต้องเรียกเพื่อนบางคนที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือต้องเสียเงินไปจ้างคนอื่นมา เลยคิดว่าถ้าเราเอาตัวเองเป็นสินค้าหรือเป็นคนโปรโมทได้เองมันคงจะดี" ภวินท์ จรรยาไพศาล เริ่มเล่าถึงที่ไปที่มาของการเปิดช่องบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้บีบีซีไทยฟัง

เขาคือเจ้าของช่อง "Pawinyl" ที่เปิดโลกไลฟ์สไตล์การแต่งตัวแบบ 'สุภาพบุรุษ' ใส่สูทสามชิ้น พร้อม ๆ กับการเผยความจริงในชีวิตของผู้ที่มีส่วนสูงประมาณ 135 เซนติเมตร

บัญชีของเขาซึ่งเปิดใช้งานหลัก ๆ อยู่บน 2 แพลตฟอร์มอย่างอินสตาแกรมและติ๊กตอกมีผู้ติดตามรวมกันเกือบ ๆ หนึ่งแสนคน ทว่าคลิปที่มียอดวิวทะลุหนึ่งล้านนั้น กลับมีเป็นจำนวนไม่น้อย

เพราะเหตุใดเรื่องราวที่เขาแบ่งปันในสื่อสังคมออนไลน์จึงได้รับความนิยม นอกจากภาพลักษณ์ความเป็น "หนุ่มเจนซี" ตัวเล็กแล้ว เขายังเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเผชิญกับโรคกระดูกเปราะอีกด้วย

"ที่บ้านไม่อยากให้ขยับเยอะ หรือไม่อยากให้ออกไปข้างนอกเลย"

ภวินท์ จรรยาไพศาล

ที่มาของภาพ, ภวินท์ จรรยาไพศาล

คำบรรยายภาพ, อัตราการเกิดของโรคกระดูกเปราะประมาณการได้อยู่ระหว่าง 1 ต่อ 10,000 ถึง 1 ต่อ 20,000 ของการเกิดมีชีพ

ภวินท์เกิดมาพร้อมกับภาวะโรคกระดูกเปราะ (Osteogenesis Imperfecta - OI) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเขาอย่างมาก เนื่องจากกระดูกของเขาเปราะบางอย่างมากจนกระทั่งว่าการขยับตัวเล็กน้อย เช่น การเอี้ยวตัวก็ทำให้กระดูกหักได้แล้ว

ภวินท์ จรรยาไพศาล

ที่มาของภาพ, ภวินท์ จรรยาไพศาล

คำบรรยายภาพ, "ถ้าเกิดไม่ปล่อยให้ใช้ชีวิต ก็คงไม่มีใครดูแลวินได้ตลอดไปหรอก มันจะเป็นยังไงก็คงต้องให้วินได้ลองกับมัน" ภวินท์ จรรยาไพศาลกล่าว

ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้ครอบครัวของเขาให้ความเอาใจใส่ตัวเขามาก ๆ เพื่อปกป้องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเขา

ภวินท์เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า "ที่บ้านไม่อยากให้ขยับเยอะ หรือไม่อยากให้ออกไปข้างนอกเลย"

ตอนเขาเป็นเด็ก เขาย้อนเล่าว่าตัวเองไม่ได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนตามปกติเช่นเด็กทั่ว ๆ ไป เพราะเหตุผลด้านสุขภาพ ทว่าเมื่อเติบโตขึ้นมาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อาการของเขาก็ดีขึ้นประมาณหนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดที่เขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

เขาบอกว่า เขาตัดสินใจคุยกับครอบครัว เพื่ออนุญาตให้เขาได้ออกไปใช้ชีวิตเอง เพราะไม่มีใครสามารถดูแลเขาไปได้ตลอดชีวิต

"ถ้าเกิดไม่ปล่อยให้ใช้ชีวิต ก็คงไม่มีใครดูแลวินได้ตลอดไปหรอก มันจะเป็นยังไงก็คงต้องให้วินได้ลองกับมัน"

ปัจจุบัน ภวินท์มีอายุ 25 ปี ภาพที่คุ้นตาของคนทั่วไป คือ การที่เขาสวมใส่ชุดสูทที่ตัดเย็บมาอย่างพอดีตัว พร้อมกับการแนะนำการแต่งกายตามแบบฉบับของเขาผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างมั่นใจ

ภวินท์ จรรยาไพศาล

ที่มาของภาพ, ภวินท์ จรรยาไพศาล

คำบรรยายภาพ, ภาพของภวินท์ช่วงที่ต้องใส่เฝือกทั้งตัว

จากการรวบรวมข้อมูลของ มีนา บาลาสุพรามาเนียน ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์การแพทย์และการแพทย์จีโนมิก มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในด้านพันธุศาสตร์โรคกระดูกเปราะ การดูแลรักษาโรคกระดูกเปราะชนิดรุนแรง ซับซ้อน และไม่เข้าแบบแผน ซึ่งเผยแพร่และได้รับการแก้ไขล่าสุดเมื่อ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ชี้ว่า อัตราการเกิดของโรคดังกล่าวที่ประมาณการได้อยู่ระหว่าง 1 ต่อ 10,000 ถึง 1 ต่อ 20,000 ของการเกิดมีชีพ (การที่ทารกคลอดออกมาด้วยวิธีใดก็ตาม โดยที่ทารกที่คลอดออกมานั้นจะต้องมีการหายใจหรือแสดงอาการที่บ่งบอกว่ามีชีวิต)

เว็บไซต์ จอห์น ฮอปกินส์ เมดิซิน ระบุว่าโรคนี้สามารถแบ่งย่อยลงมาได้อย่างน้อย 8 ชนิดที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้แตกต่างชนิดกันอาการที่แตกต่างกันอย่างมาก การจำแนกชนิดจะอาศัยรูปแบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรม รวมถึงสัญญาณและอาการแสดงของโรค ซึ่งรวมไปถึงผลการตรวจพบจากเอกซเรย์ (X-rays) และการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพอื่น ๆ

ทั้งนี้ บีบีซีไทยไม่พบชุดข้อมูลหรือสถิติอย่างเป็นทางการสำหรับตัวเลขผู้ป่วยโรคดังกล่าวในประเทศไทย

จุดเริ่มต้น: ธุรกิจและแฟชัน

อย่างที่ภวินท์บอกกับเราตั้งแต่ต้นว่า จุดเริ่มต้นคือเขาอยากสร้างธุรกิจอะไรสักอย่างขึ้นมา แต่เขาอยากประหยัดงบเรื่องการทำการตลาด แนวคิดเรื่องการเอาตัวเองออกมาเป็นคอนเทนต์จึงถือกำเนิดขึ้น

เขาเลือกที่จะถ่ายทอดประเด็นเรื่องแฟชันการแต่งกายของสุภาพบุรุษเนื่องจากนั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบและหลงใหลอยู่แล้ว โดยเริ่มจากแนวการแต่งกายแบบคลาสสิคอย่างการใส่สูทสามชิ้น ก่อนที่จะค่อย ๆ พัฒนามาสร้างแนวทางการแต่งกายที่ตกตะกอนแล้วและเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

สำหรับภวินท์ เขาบอกกับเราว่า ร่างกายของของนั้นเปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบที่เขาอยากจะแต่งเติมหรือใส่ "การแสดงออก" อะไรลงไปกับมันก็ได้ และเขาก็แค่เลือกนำเสนอแนวทางของเขาต่อโลกออนไลน์เท่านั้น โดยไม่เคยบอกให้ใครมาแต่งตัวตามเขา หรือต้องเชื่อในเซนส์ (ความรู้สึก) แฟชันของเขา

แน่นอนว่าเขาต้องเผชิญกับคอมเมนต์ในแง่ลบเช่นเดียวกัน แต่สำหรับชายผู้รักในการแต่งตัวคนนี้ เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า "เขาไม่แคร์"

ภวินท์บอกกับเราว่าเขาแต่งตัวแบบนี้ก็เพราะเขาชอบแบบนี้ และมองว่าอุตสาหกรรมแฟชันอินฟลูเอนเซอร์เกี่ยวกับการแต่งตัวชายกำลังเติบโตขึ้นในไทย เมื่อเทียบกับฝั่งผู้หญิงที่เติบโตมาอย่างเข้มแข็ง

"ผมรู้สึกว่ามันคืองานศิลปะบนร่างกายมนุษย์ชิ้นหนึ่ง ผมค่อนข้างจะเต็มที่กับจินตนาการในการแต่งตัวของผมมาก ๆ ว่าวันนี้ผมอยากจะใส่อะไร วันนี้ผมรู้สึกอะไรผมก็จะใส่แบบนั้น วันนี้ผมรู้สึกว่าผมอยากลุย ๆ หน่อย ผมอยากแต่งตัวตะวันตกหน่อย ผมก็จะใส่ยีนส์ อยากเนี๊ยบหน่อยผมก็จะใส่กางเกงสแล็ค มันแล้วแต่ความรู้สึก ณ เวลานั้นจริง ๆ" ภวินท์กล่าว

ข้าม TikTok โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก TikTok

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก TikTok เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ TikTok และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ TikTok ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก เนื้อหาจาก TikTok อาจมีโฆษณา

สิ้นสุด TikTok โพสต์

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

เมื่อเราถามว่าเขาเองมีกฎเกณฑ์อะไรไหมสำหรับการแต่งกาย เขาเล่าว่าโดยมากแล้วไม่มี เพียงแต่เขาจะคำนึงสัดส่วนร่างกายของตัวเองว่าลุคแบบไหนเหมาะกับร่างกายของเขา ซึ่งเขาแนะนำว่าประเด็นนี้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้กับรูปร่างของตัวเองได้

เขายกตัวอย่างว่า "อย่างช่วงนี้ จะมีคนคอมเมนต์มาบอกว่าอยากให้พี่ใส่โหลดต่ำ [การใส่กางเกงที่เอวต่ำมาก ๆ จนอาจเห็นชอบชั้นใน] บ้าง ซึ่งผมรู้สึกว่าร่างกายผมถ้าใส่โหลดต่ำมันไม่รอด อันนั้นอาจจะเป็นข้อจำกัดของผมแล้วกัน"

ภวินท์เสริมว่า "ผมไม่เคยสอนให้ใครแต่งตัวถ้าเกิดว่าเขาดูผมแล้วเขาไปแต่งตัวตาม ถ้าเขาชอบแบบนั้นจริง ๆ ผมยินดี แต่ว่าแล้วแต่เลย คุณจะชอบสตรีท คุณจะชอบคลาสสิก คุณจะชอบใส่สูท ไม่ใส่สูท ถ้าคุณแต่งแล้วมันมีความสุข มั่นใจก็แต่งเลยครับ"

Wasawat Lukharang/ BBC THAI

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI

คำบรรยายภาพ, "ผมรู้สึกว่ามันคืองานศิลปะบนร่างกายมนุษย์ชิ้นหนึ่ง ผมค่อนข้างจะเต็มที่กับจินตนาการในการแต่งตัวของผมมาก ๆ"

"เติมเต็ม" มากกว่าการเป็น "อินฟลูเอนเซอร์"

ทว่าเรื่องราวที่เราเล่ามาทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่จุดที่เปลี่ยนเขาให้กลายมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้รู้สึก "เต็มอิ่มจริง ๆ" กับเส้นทางนี้

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ปี 2568 หลังเริ่มทำช่องของตัวเองมาได้สักพักและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เขาประสบอุบัติเหตุอีกครั้งจนทำให้ขาหักและต้องหยุดทำคลิปแต่งตัว

ภวินท์เล่าว่านั่นเป็นช่วงที่เขาฟุ้งซ่านและจิตตกอย่างมาก เพราะกังวลว่าตัวเองจะต้องพักรักษาตัวเป็นระยะเวลานานและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสามารถกลับมาทำคลิปแต่งตัวที่เป็น 'passion' (แรงผลักดัน) ของตัวเองต่อได้

ในช่วงนั้นเอง เขาตัดสินใจทำคลิปสั้น ๆ ที่มีชื่อปกคลิปว่า "ตัวเล็กก็สนุกกับการแต่งตัวได้ครับ" เพื่อออกมาอธิบายถึงโรคที่ตัวเองต้องเผชิญมาตั้งแต่เด็ก

ภวินท์ จรรยาไพศาล

ที่มาของภาพ, ภวินท์ จรรยาไพศาล

คำบรรยายภาพ, ภวินท์ จรรยาไพศาล

ภวินท์เล่าว่ามีหลายคนที่เข้ามาให้กำลังใจเขา แล้วก็บอกว่าการดูคลิปที่เขาทำขึ้นมาช่วยให้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตต่อไปได้ "แบบว่าเขาเกือบจะหมดแรงแล้ว แต่เขาก็ลุกขึ้นมาสู้"

เขาเล่าความประทับใจว่า ช่วงแรก ๆ ที่ออกมาพูดถึงอาการของตัวเอง มีคุณแม่คนหนึ่งทักมาบอกว่าลูกของเธอก็เป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน เลยอยากจะถามภวินท์ว่าที่ผ่านมาดูแลตัวเองอย่างไรถึงเติบโตขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้

"คุณแม่ท่านหนึ่งทักมาถามว่า ลูกเขาเป็นโรคกระดูกเหมือนกัน ขอเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่โตมาได้ถึงทุกวันนี้ได้ไหม ดูแลลูกยังไงได้บ้าง เขาต้องระวังแค่ไหน ไปเรียนยังไง หาหมอยังไงดี เขาขอคำแนะนำในฐานะแม่คนหนึ่งที่จะดูแลลูกของเขาได้ดีที่สุด ผมรู้สึกว่าเออว่ะ สิ่งนี้...เติมเต็ม เป็นความรักที่บริสุทธิ์มาก ผมก็เลยคิดว่าผมอยากแชร์เรื่องราวของตัวเองไปเรื่อย ๆ" ภวินท์เล่า

สำหรับชายวัย 24 ผู้นี้ ยอดวิวไม่ใช่เครื่องสะท้อนความสำเร็จและการต่อยอดธุรกิจจากคอนเทนต์ที่ขายความเป็นตัวเองก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดอีกต่อไป

วันนี้ เขาบอกกับเราว่า "ขอแค่มีหนึ่งคนที่เขาเห็นคลิปผมแล้วมันให้แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเขาได้ ผมว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว"

การต่อยอดเพื่อเลี้ยงชีพ

ปัจจุบัน ภวินท์เองยังไม่ได้เริ่มทำธุรกิจอะไรเพิ่มเติมตามที่เขาวางแผนไว้ในช่วงต้น โดยเขายังทุ่มสรรพกำลังไปที่การทำคลิป และเปิดรับการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับแบรนด์หรือหน่วยงานต่าง ๆ

คลิปต่าง ๆ ของเขาที่ลงอย่างสม่ำเสมอนั้นก็มียอดรับชมที่น่าประทับใจในหลักตั้งแต่หมื่น หลักแสน ไปจนถึงหลักล้านวิวเป็นปกติ

"ผมทำคลิปมาน่าจะปีกว่า ๆ แล้ว อย่างที่บอกว่าเส้นทางที่เรามองต่อไปในอนาคตก็คง... แล้วแต่คนจะจำผมในฐานะอะไรเลยครับ ถ้าคนนั้นดูคลิปผมแล้วการแต่งตัวของผมมันสามารถทำให้เขามีแรงบันดาลใจหรือว่าเอาไอเดียที่ผมแต่งตัวไปแต่งตามได้ เขาอาจจะเอาไปใช้ในแง่ของแฟชั่น เขาก็จำผมในแง่ของแฟชั่น แต่ถ้ามีคนที่เขามาดูคลิปผมแล้วเขารู้สึกท้อหรือว่าอยากได้กำลังใจในการใช้ชีวิต ดูเราแล้วรู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ก็จำผมในแง่ของการใช้ชีวิต แล้วแต่ว่าคนนั้นจะได้แง่คิดอะไรจากคลิปผมก็จำผมในแบบนั้น"

"ผมค่อนข้างที่จะไม่ได้คิดว่าสังคมจะคิดกับผมยังไง ผมแค่อยากทำชิ้นงานของตัวเองให้ดีที่สุดแค่นั้นแหละครับ" ภวินท์กล่าว

ข้าม Instagram โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Instagram

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Instagram เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Instagram และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Instagram ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด Instagram โพสต์

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

เมื่อเราถามภวินท์อย่างตรงไปตรงมาว่ากลัวมีแบรนด์เลือกติดต่อมาหาเราเพื่อใช้ประโยชน์จากความพิการของตัวเขาไหม ภวินตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายว่า เขาไม่เคยมองถึงมิตินั้น และรู้สึกว่า "พูดแบบชาวบ้าน ๆ ก็คือ ถ้าเอาผมไปใช้ได้ ผมยินดีที่จะให้เขาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาผมไปเป็นแรงบันดาลใจ หรือแม้แต่แบรนด์ไหนอยากติดต่อมาเพื่อที่จะให้ทำการตลาดแบบว่าทุกคนเท่ากัน ผมก็ยินดีที่จะรับมัน"

ภวินท์ยอมรับว่าเส้นทางตอนนี้อาจยังไม่สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างสะดวกสบายมากนัก แต่ก็เปิดโอกาสให้เขามากขึ้นเช่นเดียวกัน ล่าสุด ภวินท์เองเพิ่งได้รับโอกาสร่วมเดินแบบให้กับงานแฟชันโชว์เกี่ยวกับสินค้าวินเทจ (แบบย้อนยุค)

เขาเล่าว่าผู้จัดงานมีเป้าหมายที่จะสื่อสารออกไปว่าไม่ว่าคนนั้น ๆ จะมีรูปร่าง หน้าตา หรือสัดส่วนที่ไม่ได้ตรงกับมาตรฐานความงามของสังคม แต่พวกเขาก็มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของงานแฟชันโชว์ครั้งนั้น

ชายหนุ่มวัย 25 ปี คนนี้ บอกกับเราว่าในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คนหนึ่ง เขายอมรับว่าแบรนด์เสื้อผ้าจำนวนไม่น้อยอาจหาช่องทางเข้ามาร่วมงานกับตัวเขาค่อนข้างยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านร่างกายของเขา ทว่าเขาพร้อมเปิดรับทุกโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับทุกคน ทั้งในมิติที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าการแต่งกาย ไปจนถึงมิติด้านแรงบันดาลใจจากชีวิตของเขาเอง

ชีวิตจริงบนถนน

จากโลกออนไลน์ที่แพลตฟอร์มของเขากำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง ชีวิตของภวินท์ในกรุงเทพฯ ยังห่างไกลจากคำว่า "ตอบโจทย์"

วันที่เขาเดินทางมาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยนั้น เขาต้องโดยสารรถสาธารณะเข้ามาจากชานเมืองกรุงเทพฯ และชีวิตที่ต้องพึ่งรถเข็นนั้นก็พิสูจน์แล้วว่ายากเกินกว่าจะ "เข้าถึงได้" สำหรับทุกคน

ภวินท์เล่าว่า เขาเคยลงจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีเอกมัยเพื่อเดินทางไปยังร้านสะดวกซื้อชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านทองหล่อ ซึ่งกินระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

"ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่า ผมทำอะไรอยู่วะ ชีวิตเราเสี่ยงมากเหมือนกันเพราะเราไม่สามารถเข็นรถเข็นบนฟุตบาทได้เลย ฟุตบาทที่มันอยู่ในพื้นที่ที่มันแพงขนาดนั้น ในประเทศของเราแต่ต้นไม้ใหญ่วางอยู่กลางฟุตบาท แล้วแม้แต่คนปกติเดิน ผมว่ายังเดินยากเลย" ภวินท์เล่า

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพประกอบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความ (แฟ้มภาพ)

ภวินท์เองทำคลิปวิดีโอเล่าถึงเรื่องเหล่านี้เช่นเดียวกัน นอกจากมิติเรื่องการแต่งกายที่เขาหลงใหล

ในวิดีโอหนึ่งที่เขาโพสต์เกี่ยวกับชีวิตของการเป็นผู้พิการในประเทศไทย เขาบอกว่า "ไม่เคยน้อยใจที่เกิดมาพิการครับ แต่น่าเศร้าใจนักที่ภาษีของเราไม่ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนในประเทศดีขึ้นเลย พวกเราแค่ต้องการสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตเท่านั้นเอง ผมหวังอย่างสุดใจว่าเสียงนี้จะส่งไปถึงหัวจิตหัวใจของภาครัฐ นะครับ"

เขาเล่าเพิ่มเติมให้บีบีซีไทยฟังว่า เขาเคยคุยกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศซึ่งบอกกับเขาว่าผู้พิการในต่างประเทศไม่ได้ถูกมองว่าต้องถูกช่วยเหลือ เพราะทุกอย่างถูกออกแบบมาให้อำนวยความสะดวกต่อผู้พิการอยู่แล้ว

เมื่อตัดภาพกลับมาที่ประเทศ เขาบอกว่า แม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นผู้พิการและได้รับผลกระทบต่อสิ่งนี้ ก็ยังมองเห็นภาพที่แม้แต่คนธรรมดาเสียประโยชน์เช่นกัน

"ผมเจอคุณป้าคนนึงอายุมาก แล้วเข็นรถเข็น เหมือนเขาขายของ หอบของอะไรเยอะมากเลย ผมรู้สึกว่าถ้าฟุตบาทมันไหลลื่นกว่านี้ หรือว่าทางเท้ามันทำสำหรับผู้คนจริง ๆ ได้ มันก็คงจะอำนวยความสะดวกให้ใครหลาย ๆ คนได้ดีกว่านี้"

ขณะที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เสร็จสิ้นลงไปแล้วเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ภวินท์ฝากไปถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่สองอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รวมไปถึงเหล่า ส.ก. ว่าเขาอยากให้ กรุงเทพฯ "พัฒนาได้มากกว่านี้มาก"

เขาเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าควรแก้ปัญหายังไง หรือหากไม่รู้ เขาก็เสริมว่า "ก็ลองมาใช้ชีวิตแบบวีลแชร์สักวันหนึ่ง หรือลองดูคลิปก่อนก็ได้ เพราะว่าดูคลิปก็คิดว่าเข้าใจ แค่นึกภาพตามว่าลงจากเอกมัยไปดองกี้ก็นึกภาพไม่ออกแล้วใช่ไหมครับ"

สำหรับส่วนของการส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจนั้น ภวินท์บอกว่าก็จะพูดต่อไป "สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ว่าผมจะหมดแพชชันที่จะพูดสิ่งนี้เพื่อประเทศแล้ว หรือว่าผมยังจะมีแรงพูดต่อไปจนผมไม่ไหวแล้วมากกว่า"

อย่างไรก็ดี ในฐานะตัวบุคคลที่เริ่มมีฐานแฟนคลับจำนวนไม่น้อย เขาบอกกับบีบีซีไทยว่าตอนนี้ตัวเองและทีมงานที่มีชื่อว่า rookie_bkk ซึ่งปกติรวมตัวกันจัดอีเวนท์เกี่ยวกับเสื้อผ้าอยู่แล้วในทุก ๆ เดือน กำลังจะก่อตั้งกลุ่ม "วีลแชร์คลับ" ขึ้นมา

ภวินท์เล่าว่าจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเขากับกลุ่มเพื่อน ๆ โดยเพื่อน ๆ บ้างคนของเขาจะชอบมาแย่งเขาใช้วีลแชร์เข็นไปตามทางก่อนค้นพบความจริงว่าคนที่ต้องใช้วีลแชร์นั้น "ใช้ชีวิตยากเหมือนกัน เข็นนาน ๆ มันเหนื่อย"

เขาเลยมีแนวความคิดว่าอยากจะให้ทั้งคนที่นั่งวีลแชร์อยู่แล้วและคนทั่วไปมีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน และเป็นการเปิดพื้นที่ให้มีทางเลือกอื่น ๆ นอกจากกลุ่มนักวิ่ง หรือไฮร็อกซ์ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน

"คนพิการเขาไม่เห็นมีคลับเลย เหมือนรันนิงคลับที่เขาจะตื่นไปเจอกัน ไปดื่มกาแฟ ไปพูดคุยกัน แต่มันไม่มีคลับของคนนั่งวีลแชร์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาอยากจะตื่น รู้สึกว่าสนุกกับชีวิตของเขา"

ภวินท์เสริมว่าเขาอยากให้คลับของตัวเองเป็นพื้นที่ทั้งของคนที่นั่งวีลแชร์และคนทั่วไป เพราะเขาไม่เชื่อในการแบ่งแยกผู้คนออกจากกัน

"พูดแบบตรง ๆ เลยนะ ทุกวันนี้ประเทศไทย LGBTQ ยังแยกอยู่เลยอ่ะ เวทีนี้ต้องเป็นของ LGBTQ การประกวดร้องเพลง LGBTQ เท่านั้น วินว่ามันไม่เมคเซนส์ ในการที่คุณจะมาทำให้มันเท่าเทียมแต่สุดท้ายคุณก็ยังแยกประเภทอยู่" ภวินท์ยกตัวอย่าง

"สุดท้ายแล้วสิ่งที่วินอยากสื่อสารคือคนมันเท่ากัน ไม่ว่าจะเพศอะไร ร่างกายเป็นยังไง สุดท้ายเราอยู่คลับเดียวกันได้ เรามาร่วมกันได้ คุณไม่ต้องมาแยกหรอกว่าอันนี้เป็นคลับสำหรับ LGBT นะ อันนี้เป็นสำหรับรันนิงนะ"

ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งที่มีฐานแฟนคลับจำนวนไม่น้อย ภวินท์ทิ้งท้ายว่าเขาอยากใช้แพลตฟอร์มของตัวเอง "ช่วยให้ประเทศนี้มันดีขึ้นได้มากกว่านี้ ผมอยากจะสร้างสังคมหลาย ๆ อย่างให้กับผู้พิการและคนปกติอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ได้ต้องการคำว่าสงสารหรือว่าให้กำลังใจอะไรมาก เราแค่อยากอยู่ร่วมกันโดยความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของคนในประเทศนี้"