"เสียงปิดประตูบ้านทำให้นึกถึงเสียงที่เรือโดนยิง" 3 ลูกเรือ 'มยุรี นารี' ฟ้องศาลถูกเลิกจ้างก่อนหมดสัญญา เรียกร้องเยียวยาป่วย PTSD

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

"ตอนลูกชายชอบเปิดประตูบ่อย ๆ ... ปึ้งปั้ง ๆ มันก็สะดุ้ง สภาพที่เรือโดนยิงเสียงมันคล้าย ๆ กัน เราจำได้หมดเลย" นายสุรเดช แม่นปืน วัย 31 ปี แรงงานไทย ตำแหน่งผู้ช่วยกุ๊ก ประจำเรือ "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) เล่าให้บีบีซีไทยฟังที่ศาลแรงงานกลาง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร วันนี้ (10 ก.ค.)

เขาเป็นหนึ่งในลูกเรือ 20 คนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือมยุรี นารี ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 ด้วยอาวุธไม่ทราบชนิด เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีเพื่อนลูกเรือเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ราย ก่อนที่ผู้รอดชีวิตทั้งหมดจะได้รับการช่วยเหลือและส่งตัวกลับประเทศไทยในวันที่ 15 มี.ค. 2569

นายสุรเดชกล่าวว่า เขาเริ่มมีอาการหวาดผวาหลังจากผ่านเหตุการณ์ไปแล้วประมาณสองเดือน และไม่สามารถทนต่อเสียงดังที่ดังติดต่อกันได้

เช่นเดียวกับ นายปณิธิ ตุ้มแก้ว วัย 42 ปี อดีตลูกเรือบรรทุกสินค้าลำเดียวกันที่ระบุว่าได้ทำงานกับบริษัทของนายจ้างมานานกว่า 11 ปี เขาเปิดเผยถึงสภาพการใช้ชีวิตในปัจจุบันว่า เมื่อมีเสียงคนแทรกหรือเสียงดัง เขาจะเกิดอาการลืมสิ่งที่กำลังพูด ตกใจ และหัวใจสั่นแรง

นายสุรเดช, นายปณิธิ, และนายนพดล วงศ์สุวรรณ ลูกเรืออีกรายวัย 33 ปี ซึ่งมีอาการคล้ายกันตัดสินใจเข้าพบแพทย์และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder - PTSD) หลังผ่านสถานการณ์สงครามที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งสามตัดสินใจมอบหมายให้นายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ เป็นตัวแทนยื่นฟ้องแพ่งต่อศาลแรงงานกลาง เพื่อยื่นฟ้องบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่เป็นเจ้าของเรือมยุรี นารี, บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่จัดการลูกเรือในระดับปฏิบัติการ และนายสถาพร หกสี่ กัปตันเรือ ฐานกระทำละเมิดด้วยการนำชีวิตลูกจ้างไปเสี่ยงอันตรายโดยเรียกร้องให้รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดต่อผลกระทบทางจิตใจของลูกจ้าง

ด้าน บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้ออกเอกสารชี้แจงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันนี้ ระบุว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อผูกพันตามสัญญาจ้างอย่างครบถ้วนมาโดยตลอด อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของลูกเรือและดูแลอย่างเหมาะสมแล้ว

ย้อนเหตุเรือมยุรี นารี ถูกโจมตี

เรือมยุรี นารี เป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ย้อนไปในวันที่ 11 มี.ค. 2569 เรือมยุรี นารี ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองคาลิฟา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 11 มี.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ต่อมากองทัพเรือไทยได้รับรายงานในเวลา 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ว่าเรือถูกโจมตีด้วยอาวุธไม่ทราบชนิดจำนวน 2 ครั้ง ขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานไปทางเหนือราว 11-12 ไมล์ทะเล ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บริเวณห้องเครื่องช่วงท้ายเรือ

ทั้งนี้ การตัดสินใจของบริษัทนายจ้างในการนำเรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้กลายเป็นประเด็นโต้แย้งหลักในการฟ้องร้องครั้งนี้ โดยฝ่ายลูกเรือใช้ประเด็นนี้เป็นข้อกล่าวหาว่าบริษัทกระทำการละเมิดด้วยการนำชีวิตลูกจ้างไปเสี่ยงอันตราย

นายกัณต์พัศฐ์ ทนายความของอดีตลูกเรือทั้งสามคน ระบุว่า กรมยุทธการทหารเรือไทยได้มีหนังสือเตือนตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2569 ไม่ให้แล่นเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว แต่บริษัทเจ้าของเรือกลับตัดสินใจเดินทางต่อ

นี่สอดคล้องกับคำแถลงของ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือซึ่งแถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อ 12 มี.ค. 2569 ว่ากองทัพเรือได้ออกหนังสือเตือนผู้ประกอบการถึง 2 ครั้งในวันที่ 24 ก.พ. และ 2 มี.ค. 2569 ให้หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ จากนั้นในช่วงวันที่ 6-10 มี.ค. 2569 กองทัพเรือร่วมกับภาคเอกชนและบริษัทเจ้าของเรือได้ออกคำแนะนำการนำเรือ (sailing instruction) และตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์รายวันขึ้น

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy/ handout

คำบรรยายภาพ, กองทัพเรือของไทยได้รับรายงานเหตุเรือบรรทุกสินค้า "มยุรี นารี" สัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ชี้แจงต่อสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าการตัดสินใจนำเรือมยุรี นารี แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น ผ่านการประเมินความเสี่ยงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและบริษัทประกันภัยอย่างรอบด้านแล้ว

แถลงการณ์ของบริษัทฯ ระบุว่าในขณะนั้นไม่มีคำเตือนห้ามเดินเรือเป็นการเฉพาะ บริษัทจึงเลือกเดินเรือโดยยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด แจ้งสถานการณ์ให้ลูกเรือทราบล่วงหน้า และรักษาการสื่อสารกับหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลระดับสากลอย่างต่อเนื่อง บริษัทยังรายงานด้วยว่าขณะเกิดเหตุเป็นการเดินเรือเปล่าที่ไม่มีสินค้าบรรทุก และได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม จึงประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบทางการเงินต่อองค์กร

ขณะเดียวกันยังได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่า"ก่อนการแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เรือมยุรี นารี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันความปลอดภัยในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก และมีการรักษาการติดต่อสื่อสารกับศูนย์ปฏิบัติการทางการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations - UKMTO) และศูนย์ประสานงานความปลอดภัยทางทะเลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง"

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy/ handout

คำบรรยายภาพ, เรือ "มยุรี นารี" สัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ตามการรายงานของกองทัพเรือไทย

หลังเกิดเหตุ กองทัพเรือโอมานได้เข้าอพยพลูกเรือชาวไทยจำนวน 20 คน ขึ้นฝั่งที่เมืองคาซาบ ในโอมาน ในวันที่ 11 มี.ค. 2569 และกลุ่มผู้รอดชีวิตได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 69

อย่างไรก็ดี ขณะนั้นมีการค้นหาลูกเรืออีก 3 รายที่ติดค้าง แต่ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก กระทั่งวันที่ 8 เม.ย. 2569 ทีมกู้ภัยโอมานและอิหร่านเข้าตรวจสอบตัวเรือได้สำเร็จ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าว ยืนยันว่าลูกเรือ 3 รายดังกล่าว ได้เสียชีวิตแล้ว

เจรจาเรื่องค่าชดเชยยังไม่ลงตัว

นายปณิธิ ตุ้มแก้ว อดีตลูกเรือที่รอดชีวิตให้สัมภาษณ์ย้อนไปถึงเหตุการณ์ขณะเดินทางกลับไทยในวันที่ 15 มี.ค. 2569 ว่า เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กลุ่มบริษัทนายจ้างได้จัดรถบัสเพื่อรับลูกเรือออกไปยังที่พักที่จัดให้ทันที โดยไม่อนุญาตให้พบสื่อมวลชน หลังจากนั้นไม่นานบริษัทก็ได้บอกเลิกสัญญาจ้างในเดือน เม.ย.

นอกจากถูกเลิกจ้างแล้ว หลังเดินทางกลับไทยได้ไม่นาน ลูกเรือทั้งสามก็เริ่มพบว่าพวกตนมีอาการทางจิตใจที่ผิดปกติ

นายสุรเดชเปิดเผยว่า อาการของเขาเริ่มแสดงออกหลังจากผ่านเหตุการณ์ไปแล้วประมาณ 2 เดือน โดยเขามีอาการสะดุ้งและหวาดผวากับเสียงประตูปิดกระแทก

"มันนึกถึงคนที่ติดอยู่บนเรือที่เสียชีวิตไป เพราะผมถ่ายคลิปไว้หมดเลย คลิปผมยังไม่กล้าดูเลย" สุรเดชกล่าว

ด้านนายปณิธิระบุว่า ตนเริ่มสื่อสารกับครอบครัวไม่รู้เรื่องและมีอาการตื่นตระหนกใจสั่นเมื่อได้ยินเสียงคนพูดแทรกหรือเสียงดังจนต้องไปพบแพทย์และอาศัยยากล่อมประสาทเพื่อการนอนหลับ

"พอกระทบกับเสียงดังเราก็ตกใจ ไม่สามารถที่จะทำได้ ทุกวันนี้ก็กินยาพวกยากล่อมประสาทที่หมอให้ กินแล้วก็นอน" เขาอธิบายและว่า "อย่างผมคุยกับนักข่าวท่านหนึ่ง แล้วมีเสียงคนแทรกมาด้านข้างหรือด้านหลัง ผมจะลืม ยิ่งมีเสียงดังผมจะตกใจ ตกใจแล้วหัวใจสั่นแรง"

ขณะที่นายนพดล ลูกเรืออีกรายหนึ่งที่เดินทางมาศาลในวันยื่นคำฟ้องยังอยู่ในอาการหวาดผวาจนไม่อาจให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวได้

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy/ handout

นายกัณต์พัศฐ์ ทนายความ ยืนยันว่าทั้งสามรายได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ซึ่งอาการดังกล่าวส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถกลับไปทำงานในตำแหน่งคนประจำเรือได้อีก

นายสุรเดชยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า "ตอนนี้ยังไม่คิดจะกลับไป" ทำงานบนเรืออีก เนื่องจากยังมีปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยปัจจุบันทำได้เพียงรักษาตัวและรับจ้างทำงานเบา ๆ ขณะที่นายปณิธิกล่าวว่า "ถ้าเรายังไม่หายตรงนี้ จะไปทำงานอื่นก็คงยังไม่ได้"

ทนายความเผยว่าเมื่อทราบผลการวินิจฉัย กลุ่มลูกเรือก็ได้เดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานในเดือน พ.ค. 2569 เพื่อขอให้บริษัทชดเชยค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม โดยประเมินระยะเวลารักษาไว้ที่ประมาณหนึ่งปีครึ่ง

อย่างไรก็ดี นายกัณต์พัศฐ์ระบุว่า บริษัทได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องทั้งหมด โดยให้เหตุผลโต้แย้งว่า อาการ PTSD ไม่ได้ปรากฏขึ้นในขณะที่มีการบอกเลิกจ้าง และบริษัทยืนยันว่าได้จ่ายเงินชดเชยครบถ้วนตามพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเลแล้ว

หลังการเจรจาที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไม่เป็นดังหวัง อดีตลูกเรือทั้ง 3 คน จึงตัดสินใจเข้ายื่นฟ้องแพ่งต่อกลุ่มบริษัทนายจ้างที่ศาลแรงงานกลาง

รายละเอียดในการฟ้องร้อง

สำหรับการฟ้องครั้งนี้ ผู้เสียหายเข้ายื่นฟ้องต่อบริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด, บริษัท เกรท เซอร์เคิลชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด และ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) และนายสถาพร หกสี่ กัปตันเรือ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในฐานะนายเรือว่าจะนำเรือเข้าช่องแคบหรือไม่ โดยแบ่งประเด็นการฟ้องออกเป็นสองประเด็น

ประเด็นแรก เป็นประเด็นเรื่องสัญญาจ้าง ฝ่ายลูกเรือระบุว่าสัญญาจ้างงานมีระยะเวลารวม 9 เดือน แต่ภายหลังเกิดเหตุ บริษัทได้บอกเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนดในเดือน เม.ย. และจ่ายเงินชดเชยให้เพียง 2 เดือน (นับตั้งแต่เกิดเหตุในเดือน มี.ค.) ซึ่งทนายความเรียกร้องให้มีการชำระให้ครบถ้วนตามสัญญาจ้าง

"การชดเชย 2 เดือนนี้ ผมว่ามันน้อยเกินไปในความเห็นผมนะครับ เพราะเหตุนี้... มันไม่ควรเกิด มันเป็นความบกพร่องของบริษัท ไม่ใช่ความผิดของลูกเรือ ลูกเรือมีระยะเวลาทำงานถึง 9 เดือน ก็ควรจะรับตามสิ่งนั้น" ทนายความให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยที่ศาลแรงงานกลาง

ส่วนการฟ้องอีกประเด็นหนึ่ง เป็นการฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 425 ว่าด้วยการทำละเมิด ซึ่งผู้ฟ้องกล่าวหาว่าบริษัทได้ทำการละเมิดด้วยการนำชีวิตลูกจ้างไปเสี่ยงอันตราย ทั้งที่ทราบดีว่าสถานการณ์ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซมีการสั่งห้ามไม่ให้เรือทุกประเภทแล่นผ่าน ภายหลังจากที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อเรียกร้องของฝ่ายสามอดีตลูกจ้างในประเด็นนี้ครอบคลุมถึงค่าชดเชย ค่ารักษาพยาบาลจากโรค PTSD และเงินชดใช้จากการสูญเสียอาชีพ

เซ็นหนังสือยินยอมอย่างไม่มีทางเลือก

ในประเด็นละเมิด นายกัณต์พัศฐ์ ทนายความ ระบุว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายบริษัทได้อ้างอิงถึง "หนังสือยินยอม" (consent) ที่ลูกเรือลงนามก่อนเรือแล่นเข้าพื้นที่เสี่ยง เพื่อเป็นหลักฐานว่าลูกเรือยินยอมที่จะไม่เรียกร้องสิทธิกรณีเจ็บป่วยด้วยโรค PTSD และตนจะโต้แย้งในชั้นศาลว่า การลงนามเกิดขึ้นภายใต้การบีบบังคับในสถานการณ์จำยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิลูกเรือและไม่มีผลทางกฎหมายที่สมบูรณ์

นายสุรเดช อดีตลูกเรือ ยอมรับกับบีบีซีไทยว่ามีการเซ็นเอกสารดังกล่าวจริงก่อนต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ดี ลูกเรือหลายคนมีความกังวล แต่ก็ตกอยู่ในสภาพที่เลือกไม่ได้และจำยอม จึงต้องเซ็นชื่อในเอกสารดังกล่าว

นายสุรเดชได้อธิบายบรรยากาศตอนเซ็นเอกสารเพิ่มเติมว่า "หลายคนไม่รู้ทำไงก็ต้องไป เพราะเขาให้เซ็นชื่อด้วย ใครยอมไปก็ต้องเซ็น จำใจครับ"

"รายชื่อผมอยู่ลำดับสุดท้ายของแผ่นเลย กัปตันก็ไล่ลงมา เซ็นกันหมด เหลือผมคนเดียวผมก็ต้องเซ็นครับ" เขาระบุ

.

ที่มาของภาพ, Wasinee Pabuprapap/BBCThai

คำบรรยายภาพ, ทนายความและอดีตลูกเรือทั้งสามรายในวันฟ้องคดี

สำหรับประเด็นการเยียวยาค่ารักษาพยาบาลอาการป่วย PTSD ทนายความเปิดเผยว่า บริษัทได้ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยให้เหตุผลว่า ในช่วงเวลาที่มีการบอกเลิกจ้าง อาการป่วย PTSD ยังไม่ปรากฏให้เห็น นายกัณต์พัศฐ์ชี้แจงโต้แย้งว่า โดยธรรมชาติทางการแพทย์ อาการป่วย PTSD ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังประสบเหตุ แต่ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งจึงจะแสดงอาการ

นอกจากนี้ ทนายความยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่บริษัทปฏิเสธที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากประกันภัยความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม(Protection and Indemnity - P&I) ซึ่งเป็นประกันระหว่างประเทศที่ครอบคลุมถึงการดูแลค่าใช้จ่ายกรณีลูกเรือเจ็บป่วยจากการทำงาน เพื่อนำมาช่วยเหลือและเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้แก่กลุ่มลูกเรือ

"จริง ๆ มันมีประกัน P&I ซึ่งเป็นประกันระหว่างประเทศ ที่บริษัทสามารถเรียกร้องไปที่ P&I ให้ช่วยเหลือได้ แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบริษัทไม่เรียกร้อง P&I ให้เรา... ตัวนี้จริง ๆ เขาคุ้มครอง (cover) นะ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่ดูแลลูกเรือ" ทนายความระบุ

เข้าสู่กระบวนการศาล

ภายหลังการยื่นคำร้อง ศาลแรงงานกลางได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ร 2990/2569 และได้นัดหมายคู่ความทั้งสองฝ่ายเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทและไต่สวนในวันที่ 28 ก.ย. 2569 ทนายความฝ่ายลูกเรือระบุว่า ศาลได้พิจารณาข้ามขั้นตอนการไกล่เกลี่ยไปตามกระบวนการของคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมหาชน หากมีอดีตลูกเรือรายอื่นที่มีภาวะของโรค PTSD เพิ่มเติมในภายหลัง สามารถนำคำวินิจฉัยของแพทย์มายื่นเพื่อดำเนินการฟ้องร้องร่วมได้

นายปณิธิระบุกับบีบีซีไทยว่า เป้าหมายของการเรียกร้องเงินชดเชย คือการนำรายได้ไปจุนเจือและดูแลครอบครัว ตลอดจนดูแลภรรยาที่ต้องรับภาระดูแลตนที่มีอาการป่วยในปัจจุบัน

"สงสารภรรยาครับ เขาต้องทนอยู่กับเราทุกวัน บางทีก็คุยกันไม่รู้เรื่องครับ" นายปณิธิซึ่งเคยทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัวกล่าว

บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้ออกเอกสารชี้แจงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าวในช่วงเย็นวันนี้ (10 ก.ค.) โดยระบุว่าบริษัทยังไม่ได้รับหมายเรียกหรือคำฟ้องใด ๆ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นต่อข้อกล่าวหาได้ในขณะนี้ แต่ประเมินว่าคดีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจหรือฐานะการเงินของบริษัท

ในเอกสารฉบับเดียวกันระบุต่อไปว่า บริษัทยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อผูกพันตามสัญญาอย่างครบถ้วนมาโดยตลอด อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของลูกเรือ โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพและให้นักจิตวิทยาดูแลตั้งแต่เดินทางกลับถึงไทย รวมถึงช่วยเหลือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

"บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับ ข้อผูกพันตามสัญญา และหลักปฏิบัติสากลด้านการเดินเรือที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปมาโดยตลอด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันที่มีต่อลูกเรือครบถ้วนตามกฎหมายที่ใช้บังคับและข้อตกลงตามสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว" เอกสารระบุ

"บริษัทฯ จะพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าวเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ และจะดำเนินการตามความเหมาะสมโดยสอดคล้องกับกระบวนการทางกฎหมายต่อไป"