อนุทินเผยทูลเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ขณะที่ ปชน.-ปชป. เห็นพ้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

“ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใด ๆ” นายกฯ กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 6 พ.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, "ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใด ๆ" นายกฯ กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 6 พ.ค.
เวลาอ่าน: 10 นาที

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าได้ลงนามเพื่อนำร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไปแล้ว ขณะที่ 2 ฝ่ายเตรียมยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาล "อนุทิน" ไม่ชอบด้วยเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาชน (ปชน.) มีมติให้ สส. เข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงภายหลังการประชุม สส. ของพรรควันนี้ (7 พ.ค.) ว่า พรรคได้หารือเรื่องนี้อย่างรอบคอบและได้ข้อสรุปว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการ "สอดไส้" และ "ตีเช็คเปล่า" ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ 2 แสนล้านบาท การมัดรวมแผนดังกล่าวกับแผนการเยียวยาประชาชน เหมือนเป็นการนำเงินเยียวยามาเป็นตัวประกัน เพราะจริง ๆ แล้วการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี และยังไม่เห็นรายละเอียดของโครงการเลย ซึ่งตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของคำร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่าพรรคของเขา "ควรจะเป็นแกนหลักในการยกร่างคำร้องเอง" และยินดีจะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งมีการหารือกับพรรคอื่นไปเบื้องต้นแล้ว แต่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด เนื่องจากต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า จำเป็นจะต้องยื่นคำร้องให้ทันภายใน 11-12 พ.ค. ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมและอนุมัติ พ.ร.ก. ดังกล่าวในวันที่ 14 พ.ค.

2 วันก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ทว่าพรรคสีฟ้ามี สส. เพียง 21 เสียง ไม่เพียงพอต่อการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญซึ่งต้องอาศัยรายชื่อ สส. 100 คนขึ้นไป จึงนัดจะหารือกับแกนนำพรรคสีส้มซึ่งมี สส. 120 คนในวันนี้เพื่อขอเสียงสนับสนุนคำร้องของพวกเขา

อนุทินย้อนคนที่จะไปยื่นศาล รธน. ตีความ "ก็เคยกู้มาก่อน"

ความเคลื่อนไหวของ 2 พรรคฝ่ายค้านเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เมื่อ 5 พ.ค. ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการออก พ.ร.ก. นี้ไว้ 2 ข้อคือ 1. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2. เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

นายอนุทินกล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงานและลุกลามไปสู่ราคาอาหารและกดดันค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้ หน้าที่ของรัฐบาลคือ "หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ stagflation (สแต็กฟเลชัน - ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว) ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออก พ.ร.ก. ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า "เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้"

นายกฯ บอกด้วยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือในการพาประเทศไทยผ่านวิกฤต และลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมแถลงมติ ครม. เมื่อ 5 พ.ค. ที่อนุมัติร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมแถลงมติ ครม. เมื่อ 5 พ.ค. ที่อนุมัติร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทั่วโลก

รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดให้การตรา พ.ร.ก. ทำได้ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

การตรา พ.ร.ก. ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อ ครม. เห็นว่าเป็น "กรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้"

ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้ ครม. เสนอ พ.ร.ก. นั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเพียง "อนุมัติ" หรือ "ไม่อนุมัติ" เท่านั้น แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมายได้ ทั้งนี้ในการอนุมัติ พ.ร.ก. กำหนดว่า ถ้า สส. ไม่อนุมัติ โดยการลงคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา ให้ พ.ร.ก. ฉบับนั้นตกไป ถ้า สส. อนุมัติ แต่ สว. ไม่อนุมัติ และ สส. ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา ให้ พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับเป็น พ.ร.บ. ต่อไป

หากยึดตามขั้นตอนปกติ รัฐบาลมีแผนจะเสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าสภาผู้แทนราษฎร 14 พ.ค. นี้ ทว่าหาก สส. ฝ่ายค้านชิงยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน การประชุมสภาเพื่ออนุมัติ พ.ร.ก. ดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น และผู้ที่จะอนุมัติว่า พ.ร.ก. จะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน

รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 เปิดทางให้ สส. หรือ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของแต่ละสภา (กรณี สส. ใช้เสียง 100 คน จากสภา 500 คน กรณี สว. ใช้เสียง 40 คนจากวุฒิสมาชิก 200 คน) มีสิทธิเข้าชื่อเสนอต่อประธานสภาของตน เพื่อให้ประธานสภาส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และให้ชะลอ พ.ร.ก. ฉบับนั้นไว้ก่อนที่สภาหรือวุฒิสภาจะอนุมัติ พ.ร.ก.

ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคแรก ให้ พ.ร.ก. ฉบับนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้มีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 6 จาก 9 คน

นายอนุทินตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อ 7 พ.ค. ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงินว่า ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ไขปัญหาที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชน ในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ซึ่งที่ผ่านมามีการกู้เงินในลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด แม้แต่คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อน เป็นจำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นเขาใช้คำว่า "ไทยเข้มแข็ง" แต่ตนใช้คำว่า "ไทยช่วยไทย"

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ครั้งนี้ใช้เงินกู้สกุลบาท ไม่มีการใช้สกุลเงินต่างประเทศ และเมื่อกู้ผ่านแล้ว เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย และทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก

การอนุมัติให้ พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับเป็น พ.ร.บ. ต้องอาศัยเสียง “มากกว่ากึ่งหนึ่ง” ของสภา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การอนุมัติให้ พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับเป็น พ.ร.บ. ต้องอาศัยเสียง "มากกว่ากึ่งหนึ่ง" ของสภา

ภายใต้กฎหมายกู้เงินฉบับนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเงินกู้ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

กระทรวงการคลังเตรียมออกระเบียบ 2 ฉบับซึ่ง ครม. เห็นชอบในหลักการไปแล้วคือ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ

หนึ่งในโครงการที่จะเกิดขึ้นภายใต้เงินกู้ก้อนนี้และเป็นที่จับตามองของสังคม หนีไม่พ้น โครงการ "ไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส" ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง บอกว่า เป็นหนึ่งในโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ" ซึ่งแหล่งเงินจะมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569

รมว.คลังวางแนวทางโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 เอาไว้ว่า อาจจะให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน นั่นหมายความว่าประชาชนจะใช้เงินประมาณ 4,000 บาท โดยจะเปิดมีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ์

อีกโครงการคือการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ถืออยู่ 13.2 ล้านคน โดยรัฐบาลจะเติมเงินเพิ่มให้อีก 700 บาท เป็น 1,000 บาท (ปัจจุบันได้ 300 บาท/เดือน) เป็นเวลา 4 เดือน

ฝ่ายค้านวิจารณ์ "โครงการยัดไส้" และการ "ตีเช็คเปล่า"

หลายวันที่ผ่านมา นักการเมืองฝ่ายค้านออกมาวิจารณ์รัฐบาลที่ตัดสินใจกู้เงินในรูปแบบ พ.ร.ก. โดยเฉพาะการอ้างวัตถุประสงค์เรื่องการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งกำหนดกรอบเงินกู้ส่วนนี้ไว้ที่ 2 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ "กรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้" โดยถือเป็น "โครงการยัดไส้" และเป็นการ "ตีเช็คเปล่า"

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. ตั้งคำถามเรื่องความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่

อดีต รมว.คลังชี้ว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในอดีตล้วนเป็นวิกฤตระดับมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็น ปี 2541 ออกหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง, ปี 2552 ออกหลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์, ปี 2565 ออกหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 จะเห็นว่าแต่ละครั้งมีสภาวะวิกฤตที่มีผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ติดลบทุกครั้ง และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจากช่องทางอื่นที่รัฐบาลสามารถจะใช้ได้ นอกจากออก พ.ร.ก. กู้เงิน

มาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรณ์เห็นด้วยว่า ประชาชนเดือดร้อนจริง ปัญหาน้ำมันแพงส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน แต่มองว่ารัฐบาลมีทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็น การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่าโอนงบได้เพียง 5 หมื่นล้านบาท, การออก พ.ร.บ.งบกลางปี 2569 ซึ่งเพดานเงินกู้ยังมีช่องว่างให้รัฐบาลสามารถกู้ได้หลักกว่าหมื่นล้านบาท หากรวมทั้ง 2 ส่วนก็จะเป็น "เงินหน้าตัก" ให้กับรัฐบาลใช้ในระหว่างนี้จนถึงวันที่งบประมาณฉบับปี 2570 มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค. ได้

รองหัวหน้าพรรค ปชป. ยังตั้งคำถามต่อการนำเงินกู้มาใช้ในโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ซึ่งอยู่ภายใต้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ว่าเหตุใดโครงการเดียวกันนี้ ในรัฐบาล "อนุทิน 1" บอกว่าทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มารัฐบาล "อนุทิน 2" บอกว่าทำเพื่อบรรเทาเยียวยาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นการคิดบนพื้นฐานทางการเมือง เพราะเป็น 1 ใน 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หาเสียงเอาไว้ว่าจะทำ แต่มาปรับการสื่อสารใหม่เพื่อทำให้โครงการเกิดขึ้น

ศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่า พ.ร.ก. ไม่ควรออกกันแบบพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา ที่ สส. ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบและสอบถาม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน

คำบรรยายภาพ, ศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่า พ.ร.ก. ไม่ควรออกกันแบบพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา ที่ สส. ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบและสอบถาม

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. วิจารณ์ว่าการออก พ.ร.ก. เป็นการ "ตีเช็คเปล่าให้ประชาชนต้องใช้หนี้" และเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร "ข้ามหัวสภา" โดยที่สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบและสอบถาม

ในระหว่างการประชุมสภาวันที่ 7 พ.ค. น.ส.ศิริกัญญาตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน แต่นายกฯ มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบกระทู้แทน

เธอสอบถามถึงรายละเอียดของแผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องของวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร ปรากฏว่าเป็นโครงการ "คนละครึ่งพลัส" 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท

"เรียกว่ากู้มาปุ๊ป แจกหมดหน้าตักปั๊ป และยังบอกอีกว่าหลักการของ พ.ร.ก. นี้คือ 5T โดย T แรกคือ Target คือมุ่งเป้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน จึงขอถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคนนั้น เป็นการมุ่งเป้าแบบใด กลุ่มเป้าหมายไหน แผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่" น.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถาม

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลทำคือมีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งเธอมองว่าหากรออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนไปเลย

"หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็น พ.ร.บ.ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ต้องถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาใน พ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 172" น.ส.ศิริกัญญากล่าว

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังดักคอรัฐบาลว่า หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วพบว่ามีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง ก็ขออย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกัน เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ

ด้านนายภราดรยืนยันความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และย้ำว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

เขาแจกแจงว่ารัฐบาลมีงบเหลืออยู่ราว 4 หมื่นล้านบาทคือ งบกลางสำรองฉุกเฉินของงบประมาณปี 2569 เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 เดิมคาดว่าจะสามารถโอนงบได้ 8-9 หมื่นล้านบาท แต่พอสำนักงบประมาณไปสำรวจดูคาดว่าจะเหลืองบที่สามารถโอนได้ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถจะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเหตุผลหลักในการจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

นายภราดรยังตอบคำถามเรื่องการ "เทหมดหน้าตก" ใช้งบ 172,800 ล้านบาท ในโครงการ "ไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40" และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เป็นเพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อระดับกลาง อาจจะไม่จบเร็วในเร็ว ๆ นี้ เป็นเหตุว่าทำไมรัฐบาลต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม

ส่วนที่ถามเรื่องกลุ่มเป้าหมายว่าจะตรงหรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ย้อนถามกลับไปว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งโครงการนี้จะครอบคลุมคน 43.2 ล้านคน แบ่งเป็น 13.2 ล้านคนที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอีก 30 ล้านคนที่จะเปิดให้ลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส และจะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้

ส่วนประเด็นเรื่องสอดไส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาทหลัง นายภราดรอธิบายว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศว่ามองเรื่องของวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบใด เร่งด่วนหรือไม่ และหลังจากที่ พ.ร.ก. ผ่านสภาแล้วก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองโครงการและจะทำให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของการลดภาระการใช้พลังงานจากพลังงานฟอสซิล เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตแบบนี้อีกเมื่อไรหรือไม่ จึงเป็นโอกาสของประเทศในการที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายภราดรยังกล่าวด้วยว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่านั้น "รุนแรงเกินไป" เพราะรัฐบาลได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยังระบุถึงแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาลว่า จะกู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้ 4 แสนล้านบาท คาดว่า 1.3% ถือว่าถูกมาก โดยแผนการใช้หนี้ จะไปตั้งในงบประมาณปีถัดไป ซึ่งปกติอยู่ที่ 4% ของงบรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีก็ไปใช้เงินต้นประมาณ 150,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยต่างหาก หลังจากนั้นก็ดำเนินการแบบนี้