"บางคนมองว่าถ้าไม่โกนอาจไม่รอด" เหตุการณ์ที่ ซ.รามคำแหง 53 อาจขัดกับหลักสันติของศาสนาอิสลามหรือไม่

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 12 นาที
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 พ.ค. เกิดเหตุการณ์มวลชนชาวมุสลิมจำนวนมากเข้าปิดล้อมบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ณ ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 53 เพื่อเรียกร้องให้ อับดุลเลาะห์ (ไม่ใช่ชื่อจริง) หรือเดิมเป็นที่รู้จักทางติ๊กตอกในชื่อ "มาดาม" รับผิดชอบต่อกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ากล่าวถ้อยคำลบหลู่คัมภีร์อัลกุรอาน
เหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กที่ชื่อ มุสตะกีม บ้านป่า พัฒนาการ ของนายปฏิภาณ จั่นเพ็ชรกุลชา หรือที่รู้จักในนาม "บังมุสตะกีม" อินฟลูเอนเซอร์มุสลิมซึ่งนิยามตนเองว่าเป็น "ผู้นำทัพพิทักษ์ศาสนา"
สถานการณ์ดังกล่าวได้บานปลายเมื่อมีผู้คนหลั่งไหลมารวมตัวกันบริเวณหน้าร้านน้ำชาดังกล่าวจนการจราจรติดขัดเต็มพื้นที่ถนน ขณะที่กลุ่มคนบริเวณหน้าร้านต่างชูโทรศัพท์มือถือบันทึกเหตุการณ์พร้อมทั้งส่งเสียงกดดันและไม่ยอมให้คู่เจรจาออกจากพื้นที่
ในช่วงหนึ่ง อับดุลเลาะห์พยายามกล่าวคำขอโทษ ตบหน้าตนเอง และยินยอมให้บุคคลอื่นตัดผมและโกนศีรษะ จนกระทั่งสถานการณ์ลดความตึงเครียดลงและสามารถออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจและจุดชนวนเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ประณามว่า การใช้มวลชนกดดันบุคคลเช่นนี้ถือเป็นการใช้ "กฎหมู่" หรือ "ศาลเตี้ย" ที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ขณะที่ชาวมุสลิมบางรายมองว่าการปกป้องศาสนาเป็นสิ่งจำเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการ "ตักเตือน" ที่บานปลายเท่านั้น
บีบีซีไทยย้อนไล่เรียงเหตุการณ์จากผู้อยู่ในเหตุการณ์ ตลอดจนความเห็นของนักวิชาการในประเด็นดังกล่าว ว่านี่เข้าข่ายการเป็นศาลเตี้ยหรือไม่
สารตั้งต้น
อับดุลเลาะห์ เป็นชาวมุสลิมจาก จ.นราธิวาส อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และแต่งกายเป็นหญิงอย่างเปิดเผย อับดุลเลาะห์มักโพสต์ภาพสวมฮิญาบและไลฟ์สดกับกลุ่มเพื่อน LGBTQI จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเชิงสนุกสนานผ่านโซเชียลมีเดีย
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เกิดกระแสถกเถียงในสังคมออนไลน์ของชาวมุสลิมไทยเกี่ยวกับคำถามว่า หญิงข้ามเพศ หรือ "ปอแน" ในภาษายาวี สามารถสวมฮิญาบได้หรือไม่ โดยมีอินฟลูเอนเซอร์หลายรายแสดงความเห็นแตกต่างกัน
หนึ่งในนั้นคือ "ฟรีซ" เจ้าของช่อง Freez Thetruth ซึ่งมีผู้ติดตามบนติ๊กตอกเกือบ 1 แสนผู้ใช้ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการที่ปอแนสวมฮิญาบ โดยเคยระบุว่า "ฮิญาบเป็นสิทธิสำหรับสุภาพสตรีเท่านั้น"
อับดุลเลาะห์ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 ว่า เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ขณะที่ตนไลฟ์พูดคุยกับกลุ่มเพื่อน ได้ถูกอินฟลูเอนเซอร์สายศาสนาตักเตือนและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งกายและการวางตัวอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความเครียดสะสมและควบคุมอารมณ์ไม่ได้
อับดุลเลาะห์บรรยายถึงความบีบคั้นของการตักเตือนที่รู้สึกในคืนนั้น ว่าทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ "พอคุยไปปุ๊บก็เริ่มพูดว่าอันนั้นไม่ดี ไอ้นี่ไม่ดี อันนั้นบาป... แต่งตัวแบบนี้อย่าทำ อย่าทำแบบนี้ คือจากอารมณ์ชั่ววูบช่วงนั้นก็ไปหมดเลย"
อับดุลเลาะห์อธิบายว่า ภายใต้อารมณ์ชั่ววูบในขณะนั้น ตนจึงนำผ้าคลุมฮิญาบมาสวม เต้น และกล่าวถ้อยคำล้อเลียนอัลกุรอานและบทปฏิญาณตนในศาสนาอิสลาม หรือที่เรียกว่า กลิมะฮ์ชะฮาดะฮ์ โดยดัดแปลงเสียงท้ายให้พ้องกับคำว่าสุนัขในภาษายาวี
"ตอนแรกว่าไม่อยากพูดเล่นกับเรื่องกุรอาน เพราะว่าตอนแรกก็คิดว่ามันไม่ดีอยู่แล้ว พยายามระงับตัวเองให้ได้ แต่ว่าอารมณ์มันมาในช่วงนั้นในแบบทีเดียวใน 10 นาที คือทำอะไรเอาไม่อยู่" อับดุลเลาะห์ซึ่งออกตัวว่าพูดภาษาไทยไม่คล่องปากเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai
แม้เรื่องราวแรกเริ่มจะมาจากข้อถกเถียงเรื่องการแต่งกาย แต่การล้อเลียนถ้อยคำทางศาสนาที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์นี้เองที่ อิบรอเฮม หวันแหละ ประธานกรรมการชุมชนสุเหร่าจรเข้ขบ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร อธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่าเป็นจุดที่ชาวมุสลิมบางส่วนไม่พอใจอย่างยิ่ง
"ผมมองว่าอับดุลเลาะห์เขาไม่มีเจตนา... แต่การพลั้งปากนั้นถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นอัลกุรอาน แล้วก็กลิมะฮ์ชะฮาดะฮ์" อิบรอเฮม หวันแหละ กล่าวกับบีบีซีไทย
ความไม่พอใจขยายเป็นวงกว้าง
การไลฟ์ครั้งนั้นถูกบันทึกโดยผู้ชมและส่งต่อในวงกว้าง
ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปดังกล่าวพร้อมข้อความว่า "นาแตปอแน (คำหยาบคายและรุนแรงในภาษามลายู) มีคนตักเตือนแล้วมาเถียง" คลิปเดียวกันถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายและถูกส่งต่อกว่าหนึ่งพันครั้ง ขณะที่คลิปในลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏบนติ๊กตอกด้วย
หลังเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัล บีบีซีไทยพบว่ามีอินฟลูเอนเซอร์มุสลิมอย่างน้อย 3 รายที่ต้องการเดินทางไป "ตักเตือน" หรือเรียกในภาษาอารบิกว่า "นาซีฮัต" อับดุลเลาะห์แบบต่อตัวตัว
รายแรกได้แก่ ฟรีซ เจ้าของช่อง Freez Thetruth โดยหลังจากเขาเข้าไปโต้แย้งกลุ่ม LGBTQI มุสลิมในไลฟ์ต้นเหตุ เขาได้วางแผนการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบกับอับดุลเลาะห์
"ผมเองมีแผนว่าจะไปกรุงเทพฯ บ้านเกิดผม ซึ่งก็อยู่แถวรามคำแหงเหมือนกัน โดยพยายามติดต่อเพื่อนัดไปพบปะพูดคุยอย่างมีอารยะกับเจ้าตัวในคลิปทั้งหมด"
รายที่สองได้แก่ อิบรอเฮม ผู้นำชุมชนแขวงจรเข้ขบ ผู้นิยามตนเองว่าเป็นนักเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในแวดวงมุสลิม
เขาบอกกับบีบีซีไทยว่าเขามีทีมงานที่มักเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เมื่อชุมชนชาวมุสลิมเกิดปัญหาร้องเรียน และทำหน้าที่เป็นคนกลาง เจรจา ตักเตือน และเปิดทางให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอโทษเพื่อยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
ในกรณีของอับดุลเลาะห์ เขาบอกบีบีซีไทยว่าตนสัมผัสได้ถึงความโกรธของชุมชน จึงตัดสินใจว่าตัวเองต้อง "ลงพื้นที่"
"ผมรู้สึกว่ากลิ่นมันไม่ค่อยดี... ก็เลยคุยกับทางทีมมุสตะกีมว่า งั้นเราลองไปขอเจอเขาเลยดีกว่า" อิบรอเฮมบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า เขาเชื่อว่าหากตนเองเข้าไปเจรจาจะทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่า "เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย... เพราะถ้าเราไปเจอช้ากว่านี้อาจจะถึงแก่ชีวิตเขาได้"
และอินฟลูเอนเซอร์รายที่สามคือ มุสตะกีม เขายอมรับว่ารู้สึกโกรธเมื่อเห็นวิดีโอต้นเรื่อง และได้รับการร้องขอจากผู้ชมให้เข้าไปตักเตือนอับดุลเลาะห์
"พี่น้อง[มุสลิม]พยายามที่จะส่งเรื่องราวของน้อง(อับดุลเลาะห์) เข้ามาให้เราช่วยจัดการหน่อย... ให้เข้าไปตักเตือนพูดคุยกับน้องหน่อย"
ในช่วงบ่ายของวันที่ 10 พ.ค. มุสตะกีมจึงได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า "ปอแน (กระเทยนายู) หมิ่นกุรอาน ตอนเตือนดี ๆ ไม่รู้จักสำนึกผิด แต่พอจะโดน... พึ่งออกมาขอโทษและสำนึกผิด #เดี๋ยวพวกเอ็งมาคุยกับบังก่อน" อย่างไรก็ดี โพสต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้แล้วในปัจจุบัน
เขาลงพื้นที่พร้อมกับทีมงานของอิบรอเฮมซึ่งร่วมงานกันอยู่เป็นประจำ ในวันเกิดเหตุทีมงานหลายรายสวมเสื้อกั๊กในนามกลุ่ม "ศูนย์พิทักษ์ธรรม" โดยอิบรอเฮมกล่าวว่า "ถ้าผมกับมุสตะกีมไปที่ไหนก็ตาม มันต้องเป็นเรื่องใหญ่ระดับสังคม"
ระหว่างการลงพื้นที่เพื่อไปพบกับอับดุลเลาะห์ ได้มีการไลฟ์สดระหว่างการลงพื้นที่ด้วย ซึ่งมุสตะกีมระบุว่าทำเป็นแนวปฏิบัติ "เพื่อยืนยันความโปร่งใส"
วันเกิดเหตุที่จบลงด้วยการโกนศีรษะ
มุสตะกีมเริ่มถ่ายทอดสดเมื่อเวลาราว 17.00 น. ของวันที่ 10 พ.ค. เมื่อพวกเขาไปถึงร้านน้ำชา
มุสตะกีมและอิบรอเฮมยืนยันกับบีบีซีไทยว่า พวกเขามีเจตนาดี และต้องการตักเตือนตามหลักการศาสนาเท่านั้น โดยอับดุลเลาะห์ได้ "สารภาพผิด ขอโทษ และกล่าวคำปฏิญาณตนใหม่แล้ว"
การพูดคุยทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้การถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก ขณะเดียวกันมวลชนจำนวนมากก็เริ่มหลั่งไหลเข้าพื้นที่ อิบรอเฮมเล่าว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกที เหตุการณ์ก็บานปลายเกินกว่าที่จะควบคุมได้
มุสตะกีมเล่าว่าเริ่มมีคนราว 20 คนแสดงอารมณ์ไม่พอใจ จนทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทีมงานพยายามเน้นย้ำเรื่องความสันติผ่านการถ่ายทอดสด แต่อารมณ์ของฝูงชนกลับทวีความตึงเครียดขึ้น
ทีมงานของอิบรอเฮมและมุสตะกีมตั้งใจจะพาตัวอับดุลเลาะห์ออกจากพื้นที่ แต่พบว่าฝูงชนยังปิดล้อมและไม่ยอมให้ออก
ด้านมุสตะกีมระบุว่า ในช่วงแรกมีตำรวจเพียง 2 นาย ซึ่งไม่เพียงพอ ก่อนที่ฝูงชนซึ่งเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์จะมาถึงเร็วกว่ากำลังเสริมจากตำรวจ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai
ราว 18.00 น. ทั้งอิบราเฮมและอับดุลเลาะห์พยายามคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเป็นภาษายาวีและภาษาไทย มุสตะกีมกล่าวว่า "น้องได้ขอโทษแก่ทุกคน และปฏิญาณตนเพื่อเข้ารับอิสลามอีกครั้ง... เพื่อรับผิดชอบสิ่งที่ได้พูด หมิ่นคัมภีร์กุรอานและคำปฏิญาณตนของอิสลาม"
อย่างไรก็ดี อิบรอเฮมระบุว่าฝูงชนยังไม่พอใจ และเป็นแรงกดดันนี้ที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้อับดุลเลาะห์ "โกนผม"
บีบีซีไทยตรวจสอบย้อนหลังพบว่าข้อเรียกร้องในการให้โกนผมถูกเสนอมาจากเสียงของมวลชนในไลฟ์สดในเวลาราว 18.30 น. ขณะเดียวกันมีเสียงระบุว่า "มันเป็นสิทธิของเรานะ เราจะยอมทำหรือไม่ทำ"
อิบรอเฮมยอมรับว่าในขณะนั้นทางเลือกของอับดุลเลาะห์มีไม่มาก เขาระบุว่า "บางคนมองว่าถ้าไม่โกนอาจไม่รอด" เขากล่าวต่อไปว่าด้วยเหตุนี้อับดุลเลาะห์จึงอาสาโกนผมด้วยตัวเอง โดยระบุว่าเคยโกนเป็นประจำอยู่แล้ว หลังจากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลาย
"พอโกนผมปุ๊บ เหตุการณ์ตรงหน้าผมมันเบาลง... จากคนที่บอกว่าจะเอาให้ตาย กลายเป็นคนที่มาช่วยกันยืนกั้นประตู ให้เราเดินออกได้" แม้อิบรอเฮมจะเล่าเช่นนั้น แต่การถ่ายทอดสดจากสถานที่เกิดเหตุในเวลาราว 18.45 น. แสดงให้เห็นว่าระหว่างการเคลื่อนย้ายอับดุลเลาะห์ไปยังรถตำรวจเพื่อพาออกจากพื้นที่ ยังคงมีการสาดน้ำจากฝูงชนและปล่อยหมัดไปยังตัวอับดุลเลาะห์
"ผมเองก็โดนไปสองหมัด" อิบรอเฮมกล่าว
หลังเกิดเหตุ มุสตะกีมบอกว่าอับดุลเลาะห์อยู่ภายใต้ "การดูแล" ของเขาตลอดมา
ในการพูดคุยกับอับดุลเลาะห์ บีบีซีไทยสัมภาษณ์อับดุลเลาะห์ผ่านโทรศัพท์ของมุสตะกีมทั้งหมด
"ตอนนี้น้องก็ได้อยู่ในการดูแลของทีมงานผมและเจ้าหน้าที่สิทธิที่เข้ามาดูแล จนกว่าสถานการณ์ของน้องจะปลอดภัย" มุสตะกีมกล่าวกับบีบีซีไทย ขณะที่อับดุลเลาะห์ชี้แจงว่ายังไม่กล้ากลับที่พักเดิมของตนเอง และอยู่ใน "เซฟเฮ้าส์" เพื่อ "พักกายพักใจ"
48 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ช่องทางเฟซบุ๊กของมุสตะกีมและอิบรอเฮมโพสต์ภาพของอับดุลเลาะห์พร้อมข้อความแสดงการ "กลับใจ" เป็นระยะ เช่น อิบรอเฮมโพสต์ภาพอับดุลเลาะห์อยู่ในชุดโต๊ป สวมสะระบั่นก้มลงละหมาด นอกจากนี้ ยังโพสต์คลิปพาอับดุลเลาะห์ตัดเล็บที่เคยต่อไว้ โดยมีการถามในคลิปว่า "ยินยอมไหม" โดยอับดุลเลาะห์ตอบว่า "ยินยอม"
อิบรอเฮมยังบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่าในคืนถัดมา เขาได้ "ทดลอง" พาอับดุลเลาะห์ไปร้านอาหารในย่านที่มีกลุ่มมุสลิมจากสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งอิบรอเฮมเชื่อว่าเป็นกลุ่มหลักที่ไม่พอใจต่อการกระทำของอับดุลเลาะห์ มารวมตัวกันเพื่อ "สังเกตปฏิกิริยาสังคม"
"ทุกคนมากอดเขา... แสดงว่าสิ่งที่ผมกับทีมงานทำมามันถูกแล้ว" อิบรอเฮมกล่าว
ขณะที่มุสตะกีมโพสต์คลิปในช่วงเช้าวันที่ 12 พ.ค. แสดงภาพอับดุลเลาะห์เปล่งเสียงอาซาน (เสียงเรียกละหมาด) พร้อมข้อความว่า "มาชาอัลลอฮ ขอเสียงอาซานฟื้นฟูใจนะ ความเมตตาของอัลลอฮมีให้บ่าวของพระองค์เสมอ อินชาอัลลอฮ"
บีบีซีไทยได้ตรวจสอบบัญชีติ๊กตอกของอับดุลเลาะห์ พบว่าเมื่อวันที่ 11 พ.ค. ยังมีคลิปในภาพลักษณ์บุคคลข้ามเพศคลุมฮิญาบ แต่เมื่อวันที่ 12 พ.ค. บัญชีดังกล่าวเปลี่ยนชื่อและลบภาพแต่งกายหญิงทั้งหมดออกไป พร้อมโพสต์ข้อความขอมาอัฟหรือขออภัยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ระหว่างให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยผ่านโทรศัพท์ของมุสตะกีมนั้น อับดุลเลาะห์ยืนยันว่าการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้เป็น "การเริ่มใหม่ครั้งใหญ่และแพงที่สุด"
อาจเข้าข่ายเป็นการใช้กฎหมู่หรือไม่ ?
หลังเหตุการณ์ยุติลงเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า แม้ความไม่พอใจจากการถูกมองว่าลบหลู่ศาสนาจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การใช้มวลชนกดดันหรือคุกคามบุคคลไม่อาจยอมรับได้
"การใช้มวลชนกดดัน ข่มขู่ คุกคาม หรือกระทำการลงโทษต่อบุคคลใดด้วยตนเอง... ล้วนเป็นการใช้ 'กฎหมู่' หรือ 'ศาลเตี้ย' ซึ่งไม่อาจยอมรับได้ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai
อังคณา นีละไพจิตร วุฒิสมาชิกและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้มุมมองกับบีบีซีไทยว่า ตามหลักการแล้ว ศาสนาอิสลามถือเป็นศาสนาแห่งสันติ การกล่าวตักเตือนต้องทำด้วยความอดทนและสัจธรรม ไม่ได้อนุญาตให้ไปทำร้ายผู้ใด
"อิสลามแปลว่าสันติ... ในกรณีที่มีความขัดแย้งทางศาสนา ในกุรอานก็บอกให้ตักเตือนด้วยสัจธรรมและตักเตือนกันด้วยขันติธรรม ไม่ได้มีบอกว่าเรามีสิทธิจะไปทำร้ายใคร... จนกระทั่งถ้าตักเตือนแล้วเขาไม่เชื่อ ท่านศาสดาก็ยังบอกว่าก็ควรจะขอ ขอพรนะคะ หรือขอดุอาอ์ให้เขากลับใจ"
อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวต่อไปว่า "ถ้าสมมติเราเห็นว่าคนนี้ที่เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ทำผิด ก็ควรที่จะไปแจ้งกับผู้นำศาสนา ให้ผู้นำศาสนาเรียกไปตักเตือน ไม่ควรที่จะมีคนมาไลฟ์ มันเป็นการส่งเสริมและยั่วยุ"
ขณะเดียวกัน ฟรีซชี้แจงข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่คนตำหนิเขาว่าเป็นผู้ตักเตือนในที่สาธารณะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่ออับดุลเลาะห์ ว่าเขาดำเนินการในที่สาธารณะเพราะเหตุเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ และไม่มีเจตนาจะบันทึกคลิปเพื่อให้ผู้อื่นมาประชาทัณฑ์
ภายหลังเหตุการณ์ ฟรีซยังโพสต์เตือนผู้ติดตามไม่ให้ใช้อารมณ์หรือความรุนแรงในการแก้ปัญหา โดยระบุว่าหากผู้ที่ปรากฏในคลิปสำนึกผิดและกลับตัวแล้ว ก็ควรลบคลิปดังกล่าวเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับอนาคตของบุคคลนั้น
เมื่อมองย้อนกลับไป มุสตะกีมระบุกับบีบีซีไทยว่า การทำงานของเขาหลังจากนี้จะต้องมีความรอบคอบให้มากขึ้นเมื่อต้องจัดการกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อจิตใจและจิตวิญญาณของผู้คน
ล่าสุดวันที่ 12 พ.ค. 69 มุสตะกีมประกาศ "ยุติบทบาทผู้นำทัพพิทักษ์ศาสนาสืบไป"
ส่วนอิบรอเฮมระบุว่าหากย้อนเวลาได้ เขาบอกว่าจะเลือกเจรจาในสถานที่ปลอดภัย และมีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ด้วยตั้งแต่แรก แต่ยืนยันว่าจะยังคงใช้การไลฟ์สดต่อไป เพราะเป็นหลักฐานที่โปร่งใส ป้องกันการตัดต่อบิดเบือน และทำให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณะ
ขาดการใช้กฎหมาย
อังคณาได้กล่าวย้ำถึงเส้นแบ่งของการจัดการความขัดแย้งภายใต้กฎหมายด้วยว่า "เราอยู่ภายใต้กฎหมายไทย รัฐธรรมนูญไทย ไม่มีใครสามารถมีสิทธิ์ที่จะไปทำร้ายคนอื่นได้"
ด้าน ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุกับบีบีซีไทยว่า หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของอับดุลเลาะห์อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 206 ฐานกระทำการลบหลู่เหยียดหยามวัตถุหรือสถานที่เคารพทางศาสนา รวมถึงมาตรา 208 เรื่องการแต่งกายเลียนแบบนักบวช
แต่เขาก็ชี้ด้วยว่า กลุ่มมวลชนที่เข้าไปกดดันก็มีความผิดทางอาญาเช่นกัน ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนบังคับจิตใจ และอาจรวมถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
"ถ้าอยากให้มันไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก มันก็ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในระดับหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่ได้เลิกแล้วต่อกัน หรือไม่ออกจริงออกจัง" ผศ.ดร.เข็มทอง เสนอ
ผศ.ดร.เข็มทอง ชี้ให้เห็นด้วยว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความตึงเครียดระหว่าง "สิทธิในเสรีภาพการนับถือศาสนา" และ "สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก" โดยเขาย้ำว่าหลักการสิทธิมนุษยชนเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ไม่ใช่การมอบอภิสิทธิ์ให้ศาสนามากดทับปัจเจกชน
เขายังยกตัวอย่างกรณี "ชาร์ลี เอ็บโด" ว่าสะท้อนความตึงเครียดระหว่างเสรีภาพการแสดงออกแบบตะวันตก กับมุมมองของฝั่งตะวันออกที่มองว่าการล้อเลียนศาสนาในลักษณะนั้น "เกินไป" โดยชี้ว่าแม้ทุกสังคมจะต้องมีเส้นกำหนดขอบเขตว่าล้อเลียนหรือวิจารณ์ได้ในระดับใด แต่ประเทศไทยยังคงไร้บรรทัดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เคยคิดว่าความขัดแย้งทางศาสนาเป็นเรื่องร้ายแรง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC Thai
นอกจากนี้ ผศ.ดร.เข็มทอง ยังชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังเกิดจากความล้มเหลวของรัฐไทยที่ไม่มีหน่วยงานเฝ้าระวังภัยความรุนแรงทางศาสนาอย่างจริงจัง โดยยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่มีการ "ขีดเส้น" เรื่องนี้อย่างชัดเจน เช่น อินโดนีเซียที่เคยมีบทเรียนจากความรุนแรงทางศาสนาจึงตั้งหน่วยงานขึ้นมาเฝ้าระวังโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังมีกรณีของสิงคโปร์ซึ่งมีความเข้มงวดทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด หากผู้ใดหรือนักบวชศาสนาใดพยายามกระตุ้นให้เกิดความแตกแยก รัฐบาลจะเข้ามาจัดการทันทีเพื่อรักษา "ความกลมเกลียวของสังคม"
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าโมเดลของสิงคโปร์นำมาซึ่งภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (dilemma) ด้านสิทธิมนุษยชน โดยให้ความเห็นว่า "ผมก็ไม่แน่ใจว่าอย่างนี้เรียกว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหรือเปล่า ในแง่หนึ่งมันก็เป็นอำนาจนิยมแบบหนึ่งของรัฐนะ เพียงแต่ว่ารัฐเขาถือว่าความสงบเรียบร้อยส่วนรวมมันสำคัญกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล เขาก็เลยคุม"
ความท้าทายของพหุวัฒนธรรมไทย
ผศ.ดร.เข็มทอง ชี้ด้วยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณเชิงลบต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบริบทที่ความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนใต้มีอยู่เดิม และโซเชียลมีเดียยิ่งขยายความขัดแย้ง
"ช่วงนี้เราจะเห็นอินฟลูหลายคนขุดประเด็นอ่อนไหวมาเล่น ทั้งเรื่องอิสราเอล-ฮามาส โรฮิงญา หรือ BRN ทั้งที่สังคมตึงเครียดอยู่แล้ว"
เขาระบุว่า การแสดงความไม่อดทนอดกลั้นของคนในศาสนายิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์เชิงลบ และไม่เป็นผลดีต่อใครในระยะยาว
"ภาพมันไม่ดีเลย... มันยิ่งตอกย้ำว่าความอดกลั้นไม่ใช่ทางออก ทั้งที่สังคมต้องอยู่กับพหุวัฒนธรรม"
ด้านอังคณาแสดงความกังวลว่าเหตุการณ์นี้อาจไม่จำกัดอยู่แค่ประเด็นศาสนาอิสลาม แต่สะท้อนปัญหาความรุนแรงจากความเกลียดชังในวงกว้าง พร้อมตั้งคำถามว่า หากเป็นศาสนาอื่นหรือกลุ่มอื่นจะเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกันหรือไม่ เธอยังตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ทั้งตำรวจ กระทรวงวัฒนธรรม จุฬาราชมนตรี และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ไม่ออกมาปรามหรือมีมาตรการป้องกันอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) และปล่อยให้เหตุการณ์นี้นำไปสู่การสร้างทัศนคติที่เกลียดกลัวอิสลาม (islamophobia) ในวงกว้าง
มุมมองนี้สอดคล้องกับอิบรอเฮม ซึ่งตั้งคำถามถึงความเงียบของผู้มีอำนาจในสังคม โดยระบุว่า
"คำถามคือผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่ง มีอำนาจ ทำไมไม่ออกมาทำอะไรเลย... ปล่อยให้เรื่องมันบานปลาย"































